เคยรู้สึกไหมครับว่า ยิ่งเราทำงานให้ขยันขึ้นเท่าไหร่ รับงานเพิ่มขึ้นกี่จ๊อบ หรือทำโอทีจนดึกดื่นแค่ไหน แต่ทำไม “ความสุข” หรือ “ความรู้สึกว่าตัวเองสำเร็จแล้ว” มันถึงขยับหนีเราออกไปเรื่อยๆ เหมือนเส้นขอบฟ้าที่เดินไปเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที?
วันนี้ผมอยากชวนทุกคนมาเปิดมุมมองคุยกันเรื่อง “ความขยัน” ในโลกทุนนิยมยุคใหม่ ที่บางทีเราอาจจะกำลังวิ่งอยู่ในกงจักรที่ชื่อว่า “ความอยาก”บางก็เรียกว่า “ความปรารถนา” หรือ “ความต้องการ” หรือภาษาพุทธ อาจเรียกว่า “กิเลส” โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ครับ
แล้วทำไมการนั่งเฉยๆ ถึงทำให้เรารู้สึกผิด หรือ กระวนกระวายใจล่ะ? หากมองผ่านแนวคิดของ Max Weber นักสังคมวิทยาชื่อดัง ที่เคยอธิบายไว้ในหนังสือ “The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism” เขาบอกว่า รากฐานของทุนนิยมถูกวางบนความเชื่อที่ว่า “การทำงานหนักคือความดี และความเกียจคร้านคือบาป”
ในอดีตความขยันคือการพิสูจน์คุณค่าของมนุษย์ต่อพระเจ้า แต่พอเวลาผ่านไป ความเชื่อนี้ถูกกลืนกลายมาเป็นจริยธรรมของโลกทุนนิยม เราจึงถูกโปรแกรมให้รู้สึกว่า “ถ้าไม่ขยัน = ไม่มีค่า” เพราะฉะนั้นระบบนี้เองที่ทำให้เรา “พักไม่เป็น” และต้องวิ่งหาเป้าหมายใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
เมื่อ “ความจำเป็น” ถูกแทนที่ด้วย “ความอยากที่ถูกปลูกฝัง”
ในสมัยก่อน รุ่นปู่ย่าตายายเราขยันทำงานก็มีเหตุผลไม่กี่อย่าง แต่ภาพรวมก็ทำไปเพื่อ “ความจำเป็น” (Need) พื้นฐานในการดำรงชีวิตจริงๆ คือขอให้มีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอน มีค่ายารักษาโรคยามป่วยไข้ แต่ในทางกลับกัน ยุค Hyper-capitalism แบบทุกวันนี้ ระบบไม่ได้ขายแค่ของกินของใช้เหมือนแต่ก่อน แต่มันขาย “ตัวตน” ออกมาอีกด้วย
หากเรามองผ่านเลนส์นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันอย่าง Thorstein Veblen เรียกว่า “Conspicuous Consumption” หรือการบริโภคเพื่อโอ้อวด โดย Veblen บอกว่า ในสังคมที่คนไม่รู้จักกัน เราใช้ “สินค้า” เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณบอกสถานะ (Status Symbols) เราไม่ได้แค่ซื้อรองเท้าเพราะไม่มีใส่ แต่ซื้อเพื่อประกาศว่า “ฉันอยู่ในชนชั้นที่ประสบความสำเร็จนะ” ระบบทุนนิยมจึงใช้ Social Media นี้เองสร้างภาพลักษณ์ให้เราเชื่อว่าของฟุ่มเฟือยคือ “สัญลักษณ์ของชัยชนะ” จนเราต้องขยันแทบตายเพื่อไปซื้อของมา “พิสูจน์ตัวเอง” ให้คนอื่นเห็น
สินค้าฟุ่มเฟือย = นามบัตรใบแรกที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ
เคยถามตัวเองไหมครับว่า ทำไมเราถึงยอมทำงานล่วงเวลาจนร่างพัง หรือรับงานฟรีแลนซ์จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพื่อไปซื้อของที่ราคาแพงกว่าต้นทุนการผลิตไม่รู้กี่เท่า?
ก็แหงสิ ในสังคมที่เราต้องเจอผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่ตลอดเวลา ของที่เราสวมใส่กลายเป็น “นามบัตรใบแรก” มันทำหน้าที่ตะโกนบอกคนรอบข้างว่า “ดูสิ ฉันไม่ธรรมดา ฉันมีรสนิยม ฉันสามารถซื้อของชิ้นนี้ได้ ในขณะที่หลายคนไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งอาจหมายถึงการทำงานที่แลกด้วยเหงื่อ หรือความพยายามไม่มากก็น้อย”
ทุนนิยมสร้างระบบ Reward System ที่ซับซ้อนมาก ใช้การ “ช้อปปิ้ง” เป็นรางวัลปลอบใจความเหนื่อยล้า จนกลายเป็นวงจร ทำงานหนัก -> เหนื่อย/เครียด -> ช้อปปิ้งแก้เครียด -> เงินหมด -> ต้องกลับไปทำงาน วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ ซึ่งอาจหมายความว่า เรากำลังเอา “พลังชีวิต” ไปแลกกับ “ของนอกกาย” เพื่อให้คนอื่นยอมรับ
เส้นชัยที่ไล่ตามเท่าไหร่..ก็ไม่ทัน
นี่คือส่วนที่ผมว่ามัน “จี้ใจดำ” ที่สุด เมื่อไหร่ก็ตามที่เราขยันจนซื้อของที่อยากได้สำเร็จ ระบบจะทำหน้าที่ของมันทันทีเพื่อไม่ให้คุณหยุด หรือ รู้จักพอ เหมือนที่ Karl Marx เคยพูดถึงเรื่อง “Commodity Fetishism” หรือการบูชาสินค้าเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่บอกว่าเราเผลอให้ค่ากับ “สิ่งของ” มากกว่า “แรงงาน” หรือ “ความเป็นมนุษย์” เสียอีก ทุกคนเห็นด้วยกับเขาไหม ต่อมาของที่เราซื้อมา เมื่ออยู่กับเราไปสักระยะหนึ่ง จะกลายเป็น ความล้าสมัยทางใจ (Perceived Obsolescence) แท้จริงแล้วของในมือคุณมันก็ไม่ได้พังหรอกครับ แต่มันแค่เชยไปแล้ว เพราะรุ่นใหม่สีใหม่เพิ่งเปิดตัวออกมา หรือ Influencer หรือ KOL ที่คุณตามเริ่มใส่ของรุ่นใหม่ๆ หรือ แบรนด์ใหม่ๆ
แน่นอนว่า พอเราเริ่มซื้อกระเป๋าใบละ 5,000 บาทได้ ระบบจะโชว์ภาพลักษณ์ของคนที่มีกระเป๋าใบละ 50,000 และเมื่อวันหนึ่งเราสามารถซื้อกระเป๋าใบละ 50,000 ได้แล้ว ระบบก็จะเริ่มโชว์ภาพลักษณ์ของคนที่มีใบละ 2 แสนให้คุณเห็น นั่นหมายความว่าเส้นชัยของความสำเร็จจะถูกดันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ความขยันของคุณ “ไม่มีวันถึงจุดพัก” เสียที
อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นเพียง “ทางผ่านของเงิน”
สุดท้ายแล้ว มนุษย์ที่ติดอยู่ในระบบนี้ อาจจะกลายเป็นเพียง ทางผ่านของเงิน (Money Pipeline) ที่น่าสงสารที่สุด นั่นคือการเอา “เวลาชีวิต” ที่เรียกคืนไม่ได้ ไปแลกกับ “เงิน” แล้วเอา “เงิน” ไปแลกกับ “สินค้า” ที่มูลค่าลดลงตั้งแต่วันที่ซื้อและเดินออกจากร้าน ซึ่งทั้งหมดเพียงเพื่อตอบสนอง “ความเชื่อ” ที่ระบบบอกว่านี่คือความสำเร็จ
ผมมองว่าความขยันเป็นเรื่องที่ดีครับ และการให้รางวัลตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่ต้องถามตัวเองให้แน่ใจว่า “เส้นชัย” ที่คุณกำลังวิ่งไล่ตามอยู่นั้น หน้าตาเป็นแบบไหน? มันคือความภูมิใจในตัวเองจริงๆ หรือเป็นเพียงเศษเสี้ยวของกงจักรของระบบทุนนิยมนี่ที่หลอกให้เราวิ่งจนลืมใช้ชีวิต?
ถ้าโลกนี้ไม่มีโซเชียลมีเดียไว้ให้โชว์ และไม่มีใครมาคอยตัดสินคุณ… คุณยังอยากได้สิ่งที่คุณกำลังพยายามขยันแทบตายเพื่อมันอยู่ไหม?
ลองหยุดพัก แล้วกลับมาคุยกับตัวเองให้มากดูครับ ลองออกแบบ “ความสำเร็จ” ในแบบที่เป็นของคุณจริงๆ เพราะบางทีความสำเร็จที่แท้จริงของเรา อาจไม่ใช่แบบเดียวกับสิ่งที่สังคมขีดเส้นเอาไว้ สำหรับบางคนมันอาจเป็นแค่การรเวลาได้นั่งพักนิ่งๆ นอนโง่ๆ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด หรือการได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในแบบที่ใจต้องการ โดยไม่ต้องใช้เงินทองหรือสิ่งของเป็นตัวชี้วัดเพื่อให้ใครมายอมรับ… นั่นแหละครับ คือความสำเร็จที่ยั่งยืนที่สุดในมุมมองของผม
ขุนพล แก้วเกตุ
