ช่วงนี้ผมคิดถึงวันวาน สมัยมัธยมที่ชอบเกี่ยวกับคอมมากๆ ทั้งเขียนโปรแกรม ทำเว็บ ทำเกมส์ ลึกๆแล้ว ถึงแม้เส้นทางอาชีพจะเบนเข็มไปหลายทิศหลายทาง ผมก็ยังชอบอะไรพวกนี้อยู่เสมอ เพราะมันดูแก้ปัญหาให้คนและยังสร้างธุรกิจได้ โดยผมก็เริ่มกลับมาสำรวจมองหาคำตอบว่า “ทำไมบางแอปหรือบางผลิตภัณฑ์ ถึงทำให้เราหยิบขึ้นมาเล่นได้วันละหลายๆ รอบโดยแทบไม่ต้องคิด?” จนผมได้ไปย้อนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นระดับ ‘คัมภีร์’ ของคนทำ Product เลยก็ว่าได้ นั่นคือ “Hooked: How to Build Habit-Forming Products” โดย Nir Eyal และ Ryan Hoover จากการแนะนำของนักลงทุนด้านสตาร์ทอัพชื่อดังท่านหนึ่งที่ผมรู้จัก ว่าให้ผมลองอ่านดู เผื่อจะคิดอะไรสนุกๆ ได้
สิ่งที่ผมชอบคือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนแค่การทำของให้ดี แต่สอน “จิตวิทยา” เบื้องหลังที่ทำให้คนเสพติดผลิตภัณฑ์นั้นๆ จนกลายเป็น ‘นิสัย’ (Habit) ซึ่งผมมองว่ามันเจ๋งมากสำหรับใครที่กำลังทำเพจ ทำแอป หรือปั้นแบรนด์ของตัวเองอยู่ วันนี้เลยอยากจะมาสรุป ‘Hook Model’ ฉบับอ่านง่ายๆ สไตล์ผมให้ฟังกันครับ
Hook Model: วงจร 4 ขั้นตอนที่ทำให้คน “ไปไหนไม่รอด”
หัวใจหลักของเรื่องนี้มีอยู่ 4 ขั้นตอนครับ ถ้าเราออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ครบวงจรนี้ได้ ลูกค้าก็จะติดกับดัก (ในทางที่ดีนะ 55) ของเราทันที
1. Trigger (สิ่งเร้า): จุดเริ่มต้นของความอยาก
มันคือ ‘ตัวจุดชนวน’ ครับ แบ่งเป็น 2 แบบ:
- External Trigger (สิ่งเร้าภายนอก): เช่น Notification เด้งเตือน, อีเมล, หรือโฆษณาที่ผ่านตาเรา อันนี้คือการที่เราไปสะกิดเขาให้เข้ามาหาเรา
- Internal Trigger (สิ่งเร้าภายใน): อันนี้สิคือไม้เด็ด! มันคือความรู้สึกลึกๆ ของผู้ใช้ เช่น “เหงา” เลยเข้า Facebook, “กลัวตกเทรนด์” เลยเข้า X (Twitter), หรือ “เบื่อ” เลยไถ TikTok
- My Note: โจทย์คือเราต้องเชื่อมโยงความรู้สึกแย่ๆ หรือความต้องการลึกๆ ของเขา ให้เข้ากับตัว Product ของเราให้ได้ครับ
2. Action (การลงมือทำ): ง่ายเข้าไว้ จะได้ไม่ขี้เกียจ
เมื่อมีสิ่งเร้าแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการทำให้เขา “ลงมือทำ” อะไรบางอย่าง เช่น การคลิก, การปัด, หรือการค้นหา กฎเหล็กคือ “ความง่าย” ครับ ยิ่งใช้ความพยายามน้อยเท่าไหร่ โอกาสที่คนจะทำก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เหมือนที่กูรูด้านการออกแบบเคยบอกว่า อย่าให้ผู้ใช้ต้อง “คิด” เยอะ (Don’t make me think!)
3. Variable Reward (รางวัลที่ไม่แน่นอน): ความลุ้นคือเสน่ห์
ขั้นตอนนี้คือทีเด็ดที่ทำให้คน ‘ติด’ ครับ ถ้าเราให้รางวัลเดิมๆ ทุกครั้ง คนจะเบื่อ แต่ถ้ามัน “ไม่แน่นอน” สมองเราจะหลั่งสารโดพามีนออกมาเยอะมาก เหมือนเวลาเราไถฟีดแล้วลุ้นว่าจะเจอคลิปตลกๆ ไหม? หรือโพสต์ที่เราลงไปจะมีใครมากดไลก์กี่คน? ความลุ้นนี่แหละครับที่ทำให้เราหยุดนิ้วไม่ได้สักที!
4. Investment (การลงทุนเพิ่ม): ยิ่งใส่ไปเยอะ ยิ่งเลิกยาก
ขั้นตอนสุดท้ายที่หลายคนมักมองข้าม คือการให้ผู้ใช้ได้ “ลงทุน” อะไรบางอย่างลงไปใน Product ของเรา เช่น การใส่ข้อมูลส่วนตัว, การสะสมแต้ม, การกด Follow เพื่อน หรือการสร้าง Playlist ของตัวเอง ยิ่งเขาใช้เวลาและแรงกายใส่ลงไปใน Product ของเรามากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งรู้สึกเสียดายถ้าต้องเลิกใช้ไป (เหมือนเราที่ทำใจเลิกใช้ Spotify ไม่ได้ เพราะจัด Playlist ไว้เยอะมากนั่นแหละครับ 55)
สรุปทิ้งท้าย: สร้างของอย่างมี “จรรยาบรรณ”
การเข้าใจความลับนี้มันเหมือนเรามี ‘อาวุธลับ’ เลยนะครับ แต่อาจารย์ Nir Eyal เขาก็เตือนไว้ว่า อย่าเอาไปใช้หลอกลวงคนนะ! เราควรสร้าง Product ที่ “ช่วยพัฒนาชีวิตผู้ใช้ให้ดีขึ้น” จริงๆ
ถ้าสิ่งที่เราสร้างมันมีประโยชน์ และเราใช้ Hook Model เข้าไปเสริม มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการสร้าง Community และธุรกิจที่ยั่งยืนครับ
Tips เล็กๆ สำหรับคนอยากลองใช้ Hook Model:
- หาความเจ็บปวด (Pain Point) ให้เจอ: ก่อนจะสร้าง Trigger ต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าเรา “เหงา หิว เบื่อ หรือกลัว” อะไร?
- ลดขั้นตอนให้เหลือศูนย์: ลองเช็กดูว่าขั้นตอนการเข้าถึง Product ของเรามันยากไปไหม? ตัดอะไรทิ้งได้บ้าง?
- เซอร์ไพรส์ลูกค้าบ้าง: อย่าให้รางวัลแบบเดิมๆ ลองหาลูกเล่นใหม่ๆ มาสร้างความตื่นเต้นให้เขาเสมอ
- ให้เขาสร้างบ้านในแอปเรา: หาทางให้เขาได้เก็บข้อมูลหรือความทรงจำไว้ใน Product ของเรา เพื่อให้เขารู้สึกว่านี่คือ “พื้นที่ของเขา”
หวังว่าสรุปนี้จะเป็นไอเดียให้เพื่อนๆ นำไปปรับใช้กับการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองนะครับ ใครลองเอาไปใช้แล้วเป็นยังไง หรืออยากแชร์มุมมองไหน คอมเมนต์คุยกันได้เลย!
Reference: Hooked: How to Build Habit-Forming Products by Nir Eyal
พิกัดหนังสือ
https://s.shopee.co.th/20qzrgqulV
