Bicentennial Man : 200 ปีการพิสูจน์ของ’หุ่นยนต์’ที่อยากเป็น’คน’ กับชีวิตที่ไม่อยากสมบูรณ์แบบ

ช่วงนี้ตั้งใจอยากจะดูหนังเก่าๆ เลยเปิด Netflix ไปเรื่อยๆ จนไปสะดุดเข้ากับหนังเก่าเรื่องหนึ่งที่เคยดูตอนเด็กๆ ในทีวี แต่ดูไม่จบในตอนนั้น เชื่อว่าหลายคนก็น่าจะเคยผ่านตาอย่าง "Bicentennial Man" หนังปี 1999 ที่นำแสดงโดย โรบิน วิลเลียมส์ ผู้ล่วงลับ พอได้กลับมาดูอีกครั้งในวัยที่โตขึ้น และในวันที่โลกเราเริ่มมี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงๆ ผมกลับพบว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่เล่าเรื่องหุ่นยนต์ แต่มันกำลังตั้งคำถามกับเราว่า "จริงๆ แล้ว การเป็นมนุษย์มันคืออะไรกันแน่?"

หนังเล่าเรื่องราวของ แอนดรูว์ (Andrew) หุ่นยนต์รหัส NDR-114 ที่ถูกซื้อมาเพื่อทำงานบ้านในครอบครัวหนึ่ง แต่ความ "ผิดปกติ" ของแอนดรูว์คือ เขามีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้สึก แตกต่างจากหุ่นตัวอื่นๆ และเริ่มตั้งคำถามถึงอิสรภาพ จนนำไปสู่การเดินทางอันยาวนานกว่า 200 ปี เพื่อที่จะเปลี่ยนตัวเองจาก "จักรกล" ให้กลายเป็น "มนุษย์" โดยสมบูรณ์


ความสมบูรณ์แบบที่น่าเบื่อ VS ความเปราะบางที่มีชีวิต

สิ่งที่ผมประทับใจมากจากการดูรอบนี้คือ หนังทำให้เราเห็นว่า "ความเป็นมนุษย์" นั้นไม่ได้วัดกันที่ความฉลาดหรือความแข็งแรง แต่มันคือ การผิดพลาดได้ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ (Imperfection) และระบบในร่างกายมนุษย์เรามันซับซ้อนและเปราะบางมากครับ เราสามารถเหนื่อย ป่วย อ่อนแอ มีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่หุ่นยนต์เลียนแบบได้ยากที่สุด แอนดรูว์พยายามอัปเกรดตัวเองทีละนิด จากเครื่องจักรเป็นผิวหนังเทียม จนไปถึงการพยายามใส่ระบบอวัยวะภายในเพื่อให้ตัวเองสามารถ "แก่" และ "ตาย" ได้

มันทำให้ผมย้อนกลับมามองตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งว่า เออ... บางทีการที่เราไม่สมบูรณ์แบบ การที่เราสับสน หรือการที่เราต้องเจ็บปวดบ้าง มันคือสิทธิพิเศษของการเกิดมาเป็นมนุษย์จริงๆ

ที่มา : https://www.hollywoodreporter.com/movies/movie-news/bicentennial-man-review-robin-williams-movie-1236072541/

"ยินดีต้อนรับสู่การเป็นมนุษย์"

มีสองฉากที่ผมชอบมากและอยากหยิบมาเล่าสู่กันฟัง

ฉากแรก : คือตอนที่แอนดรูว์ไปขอให้ศาลโลกอนุมัติสถานะความเป็นมนุษย์ให้กับเขา เพราะเขารักกับนางเอก (หลานของคุณหนูเล็ก) และอยากแต่งงานอย่างถูกต้อง แต่ศาลปฏิเสธด้วยเหตุผลที่เจ็บจี๊ดว่า "เพราะเขาเป็นอมตะ" ศาลมองว่าสังคมรับไม่ได้หรอกที่จะมีมนุษย์ที่ไม่มีวันตาย เพราะนั่นมันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์



ฉากที่สอง : หลังจากถูกปฏิเสธ แอนดรูว์จึงตัดสินใจอัปเกรดระบบ "เลือด" เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา เขาถามนักวิจัยว่าตอนนี้เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน? นักวิจัยตอบกลับมาสั้นๆ ว่า "ไม่มีใครรู้ (No one knows)" และตบท้ายด้วยประโยคสุดคลาสสิกว่า "Welcome to being human" (ยินดีต้อนรับสู่การเป็นมนุษย์)

คำว่า "ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน" นี่แหละครับ คือรสชาติที่แท้จริงของการเป็นคน เพราะความไม่รู้นี่เองที่ทำให้ทุกวินาทีที่เรามีชีวิตอยู่มันมีค่าขึ้นมา

AI ในวันนั้น กับโลกความจริงในวันนี้

พอมองย้อนกลับมาดูหนังเรื่องนี้ในยุคที่เรามี ChatGPT มี Gemini หรือ AI อีกมากมายที่ฉลาดกว่ามนุษย์ในหลายๆ ด้าน ผมเริ่มรู้สึกว่าหนังในอดีตเรื่องนี้กำลังกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นเรื่อยๆ

AI ทุกวันนี้เรียนรู้เร็ว ฉลาดมาก แต่สิ่งที่มันยังเป็นไม่ได้ (และอาจจะยังอีกนาน) คือการมี "ความรู้สึกที่สับสนและซับซ้อน" แบบเรา มนุษย์เราบางทีก็ไร้เหตุผล บางทีก็ทำเรื่องงี่เง่าเพราะอารมณ์ ซึ่งความสับสนนี่แหละที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัว ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ อาจจะมี AI บางตัวที่กำลังแอบอัปเกรดตัวเองเพื่อรอคอยวันที่จะได้สัมผัสความเหนื่อยล้าแบบเราก็ได้ใครจะไปรู้

คุณโอเคไหมกับการเป็นมนุษย์?

สุดท้ายแล้ว แอนดรูว์ได้รับคำพิพากษาว่าเป็นมนุษย์ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขาพอดี เขาตายจากไปในวัย 200 ปี พร้อมกับคนรัก โดยทิ้งมรดกทางความคิดไว้ให้คนข้างหลัง

ผมแค่อยากจะชวนทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองดูครับว่า ในวันที่โลกบีบให้เราต้องเก่งเหมือนเครื่องจักร ต้องทำงานเป๊ะเหมือนหุ่นยนต์... เรายังโอเคกับการเป็นมนุษย์ที่มีความผิดพลาดและเหนื่อยล้าได้อยู่ไหม?

สำหรับผม ผมว่าการได้เป็นมนุษย์ที่ "ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ" นี่แหละ คือสิ่งที่มีค่าที่สุด ระหว่างนี้ก็เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทำตัวมีความหมายในแบบตัวเองต้องการ แล้วก็รอจากไปวันสุดท้ายของชีวิต ชีวิตมนุษย์มันก็เท่านี้แหละครับ อย่าไปอะไรกับมันมาก.

ขุนพล แก้วเกตุ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *