ว่าด้วยเรื่องวง Math rock ในซีนดนตรีบ้านเราก็เป็นกระแสเล็กๆ ในวงแคบ ช่วงปี 2009 เป็นต้นมา วง Two Million Thanks ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งตาวงนี้ก็เน้นผลิตผลงาน ไม่ค่อยได้สื่อสารอะไรกับชาวบ้านสักเท่าไร ผมก็เลยถือโอกาส มาเล่าเรื่องของวงนี้ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลหนึ่ง จากวงใน (เพราะเป็นคนในวง 55) มาเล่าสู่กันฟังกับผู้ติดตามที่ชื่นชอบครับ
วง Two Million Thanks ก่อตั้งเมื่อปี 2010 เกิดจากการรวมตัวกันของดุ่ย-วิษณุ ลิขิตสถาพร นักศึกษาศิลปะชั้นปีที่ 1 ภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัต ลาดกระบัง ดุ่ยนึกคิดจะฟอร์มวงเพื่อเล่นงานภายในคณะ เลยคุยกับ เบส (คาวบอยฟรอมเฮล) นักศึกษาศิลปะ เพื่อนร่วมชั้นของดุ่ย ซึ่งเป็นมือเบสดนตรีวงร็อกไวร็อกยุค 70s เบสได้ไปเจอกับผมเอง ขุนพล แก้วเกตุ (ตัวผู้เขียน) ในชุมนุมดนตรีสากล ของคณะสถาปัตย์ ซึ่งก็เข้ามาเรียนในภาควิชานิเทศศิลป์ สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ ที่ตีกลองเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ มาตั้งแต่สมัยมัธยมอยู่แล้ว เบสก็ชวนผมให้รู้จักกับดุ่ย และฟอร์มวงเพื่อเล่นเนตรีงานแรกของมหาลัย ชื่อว่า freshy night ที่แต่ละคณะจะส่งวงเก่งๆ จากน้องๆ ปีหนึ่งมาร่วมแข่งขัน
ในขั้นตอนการสมัคร เราต้องใส่ชื่อวง ในขณะนั้น ดุ่ยนึกอะไรไม่ออก ดันไปเห็น description ของคลิป youtube ของวง trymyshoe วงศิลปินที่พวกเราชื่นชอบในยุคแรกเริ่ม ในช่องนั้นมีคำว่า “Two million thanks” จึงนำชื่อนั้นนั่นแหละมาใส่ และส่งสมัครไป จากนั้นเราก็ไปซ้อมเพลงที่จะใช้ในการประกวด โดยดุ่ยก็มีข้อแม้เดียวคือ “เราจะไม่เล่น cover” เหตุผลก็เพราะว่า เราแกะเพลงคนอื่นกันไม่เก่ง ทำไงล่ะทีนี้
“แต่งเพลงเลยละกัน” ดุ่ยกล่าว
ผมและเบสตอนนั้นก็มองหน้ากัน แต่ก็ดูน่าสนุกดี
สุดท้ายเราก็ไปลองซ้อมลองเล่นด้วยกัน โดยดุ่ยก็จะคิดไลน์กีตาร์มา และมาบอกกลองและเบสว่าลองเล่นแบบนี้ๆ และก็ปรับตามหน้างานจนเสร็จไป แน่นอนว่าไม่มีเนื้อร้อง 55
ถึงวันประกวดเราก็เล่นโชว์ในแบบที่ซ้อมมา จำได้ว่าเพลงแรกยาวๆ 16 นาทีมั้ง 55 คือจะเพอฟอร์มอะไรกันนักกันหนา นอกเหนือจากเรามีเพลงที่ไม่รู้ว่าเป็นแนวอะไรแล้ว เรายังแต่งตงแต่งตัวแฟนตาซีด้วย ดุ่ยน่าจะถอดเสื้อใส่หน้ากากเล่น เบสก็เสื้อกั๊กยีน ส่วนผมเองที่ตีกลองอยู่ด้านหลีงก็ใส่กระโปรงนักศึกษา (ยืมเพื่อน) และวิกแอฟโฟร่ ตอนนี้มานึกย้อนคิดไปว่าไม่รู้ทำไปทำไมเหมือนกัน แต่ก็สนุกดีดูเป็นสีสันของชีวิต
แน่นอนว่าเราเล่นเกินเวลาที่เขากำหนดในแต่ละโชว์ จึงไม่แปลกใจที่วงเราจะถูกตัดคะแนนออก แต่ใดๆ ก็ตามเรายังได้รางวัลรองชนะเลิศมาครอบครอง พร้อมกับชื่อเสียงที่กระฉ่อนในช่วงเวลาอันสั้น วง Two million thanks จึงเป็นที่รู้จักภายในมหาลัย และในคณะของเราในเวลาต่อมา.
ถึงเวลาอัดเพลงทำ demo
หลังจาก two million thanks เริ่มเป็นรู้จักในโชว์แรกของมหาลัยแล้ว ดุ่ยกับผมก็เริ่มคิดที่จะทำวงจริงจัง พวกเราจึงเริ่มแต่งเพลงใหม่ๆ เพิ่มเติม เริ่มด้วยเพลง Nice morning ดุ่ยก็แต่งเองทั้งหมด โดยก็ไปอัดที่ร้านพี่ก้อง ลาดกระบัง ไปกัน 2 คน ผมก็มีโอกาสได้อัดกลองครั้งแรกก็ที่นี่ ก็คือล่กมาก ตื่นเต้น และไม่เคยตีกับ Metronome มาก่อน ก็อัดอยู่หลายทีจนเสร็จ เรียกได้ว่าอาจจะง่ายสำหรับมือกลองมืออาชีพ แต่ผมเองแทบจะเป็นซึมเศร้าเลยทีเดียว 55 จากนั้นก็เพลงไปตัดต่ออีกหน่อย จนได้เพลงมาสเตอร์มา พร้อมขอรูปถ่ายจากตี๋ เมืองตราด เพื่อน Photo ลาดกระบัง ที่ถ่ายรูปทุ่งหญ้าแถวๆ หอพัก ก็เลยได้ภาพ cover พร้อมที่จะเอาไปปล่อยในช่อง youtube
ต่อมาดุ่ยก็ไปแต่งเพลงมาแบบเขียนกลอง อัดเบส อัดทุกสิ่งมาแล้ว เพลงชื่อว่า It’s nothing. ซึ่งเป็นเพลงที่ฟังง่ายและมีเนื้อร้องภาษาอังกฤษ เนื้อหาท่อนแรก “It’s nothing in the water, only one gun. ” แปลประมาณว่า ไม่มีอะไรอยู่ในน้ำ มีแต่ปืนกระบอกเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้นัยยะอะไร นอกจากดุ่ยฮัมเพลง และนึกถึงคำประมาณนี้ สมกับเป็นนักเรียนศิลปะเสียจริง ซึ่งเพลงนี้ อย่างที่กล่าวคือผมแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรในการผลิต นอกเหนือเสียจากการแกะกลอง แล้วเอาไปเล่นโชว์ตามงานในคณะ
อีกบทบาทหนึ่งในวงของผม นอกเหนือจากการเป็นตำแหน่งมือกลอง ผมก็คอยเป็นฝ่ายสนับสนุนของวง โดยมากผมจะช่วยดูแลเรื่องการสื่อสารของวง เช่น ทำโปรโมท ตัดต่อคลิป teaser ช่วงจะปล่อยเพลง ทำ artwork ง่ายๆ รวมถึงการออกแบบสินค้าของวงในช่วงเริ่มแรก
เราเริ่มตระเวนเล่นภายในกิจกรรมของคณะ ในมหาวิทยาลัย เราก็เริ่มขอออกไปเล่นงานข้างนอกคณะ หนึ่งในงานที่จดจำได้คือ เล่นที่งานเปิดตลาดรัชดาไนท์ เป็นฟีลๆ ตลาดนัดเลย และอีกวงที่เล่นต่อจากเป็นวงพังก์ที่ดุเดือดมาก จำได้เป็นประสบการณ์สนุกดีๆ และวันนั้นพวกเรา Two million thanks ผู้ยังไม่เป็นศิลปิน และเพื่อนผู้มาเชียร์ ก็นั่งท้ายรถกระบะทั้งไปและกลับ สมศักดิ์ศรีจริงๆ 55
หลังจากที่เราเริ่มเล่นดนตรีเก็บประสบการณ์ไปสักระยะ เบส มือเบสคนเก่า ตัดสินใจขอออกวง ด้วยเหตุผลเรื่องของทิศทางแนวเพลงที่กำลังทำ อาจไม่ใช่ทางแนวทางที่เขาต้องการ ซึ่ง ดุ่ยกับผม ยอมรับการตัดสินใจครั้งนี้ของเพื่อน โดยไม่มีคำครหาและความบาดหมางใดๆ เรายังดีต่อกันเช่นเคย แน่นอนว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงก็เป็นได้
ผมได้รับการบ้านจากดุ่ย ให้เฟ้นหาสมาชิกมือเบสคนใหม่ ที่พร้อมจะสร้างดนตรีที่แม้แต่ทางวงก็ไม่แน่ใจว่าเราจะไปในทางไหน เพราะเราชอบกันหลายอย่างเหลือเกิน55 ในขณะที่ดุ่ยเริ่มมองว่า การเป็นวง 3 ชิ้น กีตาร์ เบส กลอง อาจจะไม่พอสำหรับเพลงที่ต้องการจะเล่น เราจึงเริ่มทำการคัดหาสมาชิกใหม่ที่เข้ากับวง ทั้งทักษะทางด้านดนตรี รสนิยม ทัศนคติ สำคัญคือความกล้า ท้าทายทำอะไรใหม่ๆ
ช่วงเวลานั้นก็หาคนมาเล่นมากหน้าหลายตา ลองดูว่าเล่นด้วยกันได้ไหม บรรยากาศออกมาโอเคไหม สุดท้ายเราก็จบที่เพื่อนผมที่เรียนฟิล์มด้วยกัน คือ ต้า-อัตตา เหมวดี มาเล่นเบสของวง ก่อนหน้านี้ ต้าเป็นมือกลองสมัยเรียนมัธยม วงเดียวกับเพื่อนรุ่นพี่ ปอ whal and dolph ก่อนจะย้ายมาเรียนที่ลาดกระบัง และฟอร์มวงใหม่กับเพื่อนๆ ที่เรียนภาควิชานิเทศศิลป์ ชื่อว่า Atta ’s folder (ใครขยันคิดชื่อ โคตรจะครีเอทีฟ 55) ซึ่งก็เป็นวงที่เล่นเพลงอินดี้สายลึกในซีนดนตรีสมัยนั้น เช่น เล่น วง goose อะไรแบบนั้น
ต่อเรื่องของต้า ผมก็คุยเชื้อเชิญต้ามาเป็นสมาชิกในวง เนื่องจากมันเรียนคลาสเดียวกับผมเลยเจอกันแทบทุกวัน ว่ากำลังจะฟอร์มวงเล่นกับดุ่ย สนใจมาเล่นไหม แต่จะไม่ได้มาตีกลองนะ เพราะผมจองแล้ว 55 ต้าต้องมาเล่นเบส ซึ่งต้ามีทักษะการเล่นกีตาร์อยู่แล้ว คิดว่าเล่นเบสน่าจะพอได้ ต้าก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ระหว่างนั้นดุ่ยก็มองหามือกีตาร์อีกคนที่จะมาเติมเต็มวง ดุ่ยเลยไปชวนเพื่อนสมัยเรียนช่างศิลป์ ลาดกระบัง ชื่อ ภูมิ (ธนภูมิ แย้มพัค) ซึ่งก็คือคนเดียวกับคนที่นั่งรถกระบะไปเชียร์วง two million thanks ตอนเล่นที่รัชดาไนท์ โลกก็พาโคจรมาเจอมันอีกครั้ง ซึ่งฝีมือการเล่นกีตาร์ก็ไม่ธรรมดา ฉายาไอ้หนุ่มตู้เพลงคงเป็นใครไม่ได้นอกจากเพื่อนผมคนนี้ ขอเพลงอะไรวงเหล้าถ้าผ่านหูมา เช็คคอร์ดไม่นาน ภูมิก็จะเล่นได้ทันที
พอหาสมาชิกวงครบ 4 คน เราก็ลองนัดซ้อมกันเป็นเรื่องเป็นราว และแน่นอนว่าเราก็เป็นเด็กที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง จึงต้องหาวิธีที่จะทำภารกิจฟอร์มวงครั้งนี้ให้สำเร็จ และสิ่งพวกเราไม่มีเลยก็คือ “เครื่องดนตรี” ซึ่งเป็นอาวุธหลักในการสร้างผลงาน พวกเราจึงเริ่มหยิบยืมกีตาร์จากผู้สนับสนุนหลากหลายคน อย่างฝั่งกีตาร์ดุ่ยก็มีพี่แปป วจ. ให้กีตาร์เก่ามาเพราะอยากสนับสนุนน้อง และต่อมาคือพี่โยคี วจ. ให้ยืมกีตาร์ Fender telecaster สีเหลือง ส่วนของภูมิ >>>> ด้านต้าก็ต้องนั่งแท็กซี่จากลาดกระบังไปพระราม 2 เพื่อยืมเบสของรุ่นน้อง คือ เจ JPBS ส่วนผมเองขุนพล ไม่มีอะไรกับเขาเลย ใช้ของในห้องซ้อมชุมนุมดนตรีเป็นหลักตามสภาพ
โดยเราใช้ห้องซ้อมของชุมนุมดนตรีของคณะสถาปัต ลาดกระบัง ตรงข้ามข้ามโรงอาหาร เป็นเหมือนบ้านที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำ เพื่อนๆ เลยตั้งชื่อเล่นของห้องซ้อมนี่ว่า “บ้านกลางน้ำ” ซึ่งบ้านกลางน้ำ เป็นห้องซ้อมดนตรี ที่เรียกว่ามีความมอมแมมที่สุดเท่าที่เคยใช้มา ไม่มีแอร์ ต้องเปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมตัวเก่าๆ ตอนซ้อม บางวันก็ถอดเสื้อซ้อม เพราะร้อนเกิน แน่นอนว่ายุงก็มหาศาล ในห้องนั้นมีกลองชุด tama เก่าๆ เหล็กเป็นสนิม ตู้แอมป์เล็กๆ 20w ตู้เบส ไมค์ร้องต่อตรงลำโพงเล็กๆ และเมื่อเราเล่นพร้อมกัน มันก็จะดังลั่นไปเกือบทั้งคณะ แต่พวกเราก็อาศัยช่วงเวลาเลิกเรียนและยาวไปถึงดึกดื่น (บางวันก็เกือบเช้า) แต่คณะนี้ก็มีนักศึกษาทำกิจกรรม ทำงานในคณะทั้งคืน เลยไม่ค่อยเหงา วงเราใช้ซ้อมด้วยกันในห้องนี้กันมาเรื่อยๆ
หลังจากนั้นไม่นานดุ่ยก็เริ่มแต่งเพลงใหม่ ที่เล่นยากกว่าเพลงแรกพอสมควร วงก็เริ่มผสมเพลงต่างๆ และได้รับอิทธิพลจากวงที่ชอบฟังในสมัยนั้น เช่น Pretend, Enemies, Siguros, Mogwai, Toe, Radiohead , Schnaak โดยส่วนใหญ่ยังเป็นวิธีคิดแบบดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้อง เน้นโชว์การออกแบบท่อนเพลง สุดท้ายก็ทำออกมาได้มาหนึ่งเพลง ที่ให้กลิ่นอายของเพลงที่มีสัดส่วนแปลกใหม่ และชวนล่องลอยชวนฝันในช่วงท้าย เรานิยามว่ามันคือ Post-rock ในยุคสมัยนั้น เมื่อฟังกันวนไปวนมา ต้า มือเบส ก็นึกถึงความฝัน ความเป็นนิทาน จึงตั้งชื่อนี้ว่า Bedroom story
หลังจากที่เรามีเพลง 2 เพลงและลองปล่อย demo ลงทางช่องทาง Youtube ช่วงเวลานั้นคนฟังยอดวิวหลักร้อยหลักพัน เราก็ดีใจสุดๆ (นึกว่าตัวเองดังแล้ว) เริ่มแชร์ให้เพื่อนๆ ในคณะได้ฟัง แน่นอนว่าคนก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่เราก็ไปกันต่อ จากนั้นดุ่ยก็ทยอยแต่งเพลงมาเป็นชื่อตัวเลขเรียงลำดับ เพลง 1(Nice morning), 2 (Bedroom story ) ,3,4,5,6,7,8,9 เรียงกันเรื่อยมา

นี่แค่เริ่มจากจุดกำเนิดของวงแมทช์ร็อกของเด็กที่ไม่รู้ตาสีตาสาอะไรกับเขา แล้วนึกสนุกอยากทำเพลงกัน แล้วก็ลากยาวมาถึงช่วงทำเดโม่เท่านั้น
ยังไม่จบนะครับยังมีต่อแน่ๆ ต่อไปก็จะเป็นช่วงของประสบการณ์ที่ได้ไปทำงานกับค่ายเพลง SO::ON Dry flower ก็สนุกสนานไปอีกรูปแบบหนึ่ง โปรดติดตามกันครับ.
ขุนพล
