หากอินเดียเหนือมีทัชมาฮาล ที่เป็นหมุดหมายที่สำคัญของนักท่องเที่ยวแล้ว ฝั่งอินเดียใต้ จะเป็นอะไรไม่ได้ นอกจาก “พระราชวังไมซอร์” (Mysore Palace) พระราชวังที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาชื่นชมความงดงามแบบเล่นใหญ่ของพระราชวังแห่งนี้ ที่ตั้งตระหง่านใจกลางเมืองไมซอร์ (Mysore) หรือ ไมซูรู (Mysuru) ชื่อท้องถื่นดั้งเดิม ตั้งอยู่ในรัฐกรณาฏกะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในเมืองที่สะอาดและน่าอยู่ที่สุดในตอนใต้อินเดีย

เริ่มที่เดินสำรวจสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานของศิลปะฮินดู มุสลิม ราชปุต และโกธิคยุโรป ตั้งแต่ซุ้มทางเข้าประตู และโดมหัวหอมสีชมพู หากคุณเข้ามาด้านใน จะพบกับการตกแต่งเพดานแบบกระจกสี ประตูเงินแกะสลัก พื้นโมเสกงาช้าง และโคมไฟคริสตัลสุดอลัง แสดงถึงความรุ่งเรืองในยุคสมัยนั้น
ดูไปดูมาก็เพลินดี แต่ใครจะเชื่อว่า กว่าพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสว่างไสวในเมืองไมซอร์แห่งนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นเถ้าถ่าน.. และมีเรื่องราวยุคมืดมากมาย ก่อนที่เราจะเห็นในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปแตะประวัติศาสตร์เล็กน้อย พระราชวังแห่งนี้กษัตริย์ราชวงส์วาดิยาร์ (Wadiyar Dynasty) ได้สถาปนาอำนาจและสร้างวังขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 14 (ค.ศ.1399) หรือราวๆ 600 ปีก่อน ซึ่งสร้างด้วยไม้ เพื่อคงเอกลักษณ์สไตล์ท้องถิ่น
จนช่วงศตวรรษที่ 18 อำนาจของราชวงศ์สั่นคลอน โดยสองพ่อลูก ไฮเดอร์ อาลี (Hyder Ali) และ ทิปู สุลต่าน (Tipu Sultan) ผู้ปกครองมุสลิมและผู้นำทางการทหารผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรไมซอร์ ได้ยึดครอง บทบาทของราชวงส์วาดิยาร์จึงลดลงอย่างมาก ทำให้พระราชวังถูกทิ้งให้ชำรุดทรุดโทรมตามเวลา

ต่อมา ค.ศ. 1799 ทิปู สุลต่าน ได้พ่ายแพ้สงครามกับอังกฤษ และเสียชีวิตลง ทำให้ราชวงส์วาดิยาร์หวนกลับมาซึ่งอำนาจในการปกครองไมซอร์อีกครั้ง จึงเกิดการบูรณะพระราชวังที่เคยทรุดโทรม ให้กลับมามีชีวิตชีวา พร้อมประกาศให้โลกรู้
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ในปี ค.ศ. 1799 เกิดโศกนาฏกรรมในงานอภิเสกสมรสของเจ้าหญิงองค์หนึ่ง ที่เกิดเหตุเพลิงใหม้ครั้งใหญ่ในพระราชวัง ด้วยโครงสร้างส่วนใหญ่ที่เป็นไม้ ทำให้พระราชวังมอดไหม้ กลายเป็นเถ้าถ่านในไม่กี่วัน

ค.ศ. 1897 – 1972 มหาราชา คฤศนราช โวเดยาร์ที่ 4 ให้กำเนิดพระราชวังใหม่ จึงตัดสินใจทุบทำลายซากทั้งหมด และ สร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนโครงสร้างจากไม้ เป็น โครงสร้างที่กันไฟได้ เช่น หินแกรนิต กินอ่อน อิฐ จึงจ้างสถาปนิก เฮนรี เออร์วิน (Lord Henry Irwin) สร้างในสไตล์ Indo-Saracenic ที่ใส่ความเป็นศิลปะฮินดู มุสลิม และยุโรปเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 15 ปี จนกลายเป็นมหาราชวังหินที่สวยงามตระการตาอย่างที่โลกเห็นทุกวันนี้

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมได้เรียนรู้จากการมาที่นี่ คือ เบื้องหลังความงดงามที่ปรากฎให้เรามองเห็นด้วยตา แท้จริงแล้วอาจจะไม่เป็นเหมือนที่เราคิดเสมอไป

อีกทั้งผมมุมมองว่า หากเราต้องการยิ่งใหญ่อย่างยั่งยืน ไม่ว่าชะตากรรม เราจะเล่นตลกกับเรามากน้อยเพียงใด ก็ไม่มีอะไรมาโค่นล้มเราได้ ตราบใดที่เรายังเชื่อมั่นในตัวเรา เหมือนดั่งพระราชวังไมซอร์แห่งนี้
