และแล้ววันนี้ก็มาถึง อินเดียครั้งแรก!

ผมได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศอินเดียครั้งแรกในปี 2025 หลังจากเคยใฝ่ฝันมาว่าอยากไปเหยียบที่ถิ่นฐานบ้านเมืองนี้มาตลอด เนื่องจากเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คน ที่มีความพิเศษหลายอย่างที่เย้ายวนใจผม (เรียกว่าโดนเส้นเลยดีกว่า 55) ผมเลยตั้งใจจะไม่ทำการบ้านในการหาข้อมูลเพื่อเตรียมใจใดๆ ทั้งสิ้น โดยรู้มาคร่าวๆ ว่าประเทศอินเดียเขามีสโลแกนเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวภายในประเทศเขาชื่อว่า "Incredible India" (ถ้าเป็นบ้านเราจะเป็น Amazing Thailand อะไรแบบนั้น) แล้วทริปนี้จะได้พบความ "Incredible India" สมคำล่ำรือหรือไม่ ตามมารับชมได้เลยครับ

การไปในครั้งนี้ผมได้ถูกเชื้อเชิญในนามของสื่อมวลชนท่านหนึ่ง ที่จะต้องไปทำงาน และเที่ยวพักผ่อนไปในตัว จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ผมไม่อาจปฏิเสธ โดยกำหนดการที่ว่ามานี่ต้องอยู่ที่นี่ 7 วัน ซึ่งต้องนอนค้างคืนบนรถไฟเป็นเวลา 3 คืนเต็ม! เอาล่ะเป็นไงเป็น พร้อมออกเดินทาง

ใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมงครึ่งจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เครื่องก็พาเรามาถึงท่าอากาศยานเมืองบังกอลอร์ (Bengaluru) ตามกำหนดการ หลังจากที่ผ่านด่าน ตม. เข้ามาแล้ว ผมได้ลากกระเป๋าไปกับกรุ๊ปทัวร์เพื่อที่จะขึ้นรถที่มารอด้านหน้า เพื่อข้ามทางม้าลายไปยังจุดขึ้นรถ วินาทีนั้นเอง หูของผมเริ่มสัมผัสได้ถึงเสียงของการต้อนรับจากเมืองอินเดียอย่างแท้จริง “แป้นๆๆๆ” “ปี๊นๆๆๆ” “แป้นๆๆๆ” “ปี๊นๆๆๆ” “แป้นๆๆๆ” “ปี๊นๆๆๆ” “แป้นๆๆๆ” “ปี๊นๆๆๆ” เสียงแตรรถหลากหลายคัน ร่วมใจบีบแตรใส่กันอย่างคุ้นชิน (แต่ผมก็ยังไม่คุ้นไง 55) ผมได้เดินขึ้นรถไปแล้วออกเดินทางต่อเพื่อไปโรงแรม และแน่นอนว่าตลอดเส้นทางตลอด 45 นาทีนี้มีเสียงแตรบนท้องถนนที่เดินทางเป็นเพื่อนเรา

ผมก็มานั่งคิดว่า เขาไม่โมโหกันบ้างหรือ ที่โดนเสียงกวนจากแตร ไม่ว่าจะคันหน้า คันหลัง คันข้างๆ คันไกลๆ ทำไมเขาถึงต้องบีบใส่กันตลอดเวลา จากนั้นพี่ไกด์ก็ค่อยๆ ให้ข้อมูลระหว่างที่เราเดินทาง ผมก็มาได้คำตอบว่า บริบทความรุนแรงของการบีบแตรนี้ ไม่เหมือนบ้านเมืองของไทยเท่าไร เพราะมันไม่ใช่การตักเตือนเพื่อนร่วมถนนถึงการผิดวินัยทางจราจร แบบวิถีคนใจร้อนแต่อย่างใด ทว่าแท้จริงแล้ว คนอินเดียเขาบีบกันเพื่อเตือนว่าจะเปลี่ยนเลน เตือนคนข้าม หรือบางทีก็แค่ระบุตำแหน่งรถว่าฉันอยู่ตรงนี้

Gemini_Generated_Image_lkerjylkerjylker

คำถามคือ ทำไมคนเราต้องบีบแตรเพื่อระบุว่าฉันอยู่ตรงนี้ด้วย ในเมื่อรถทุกคันก็มีกระจกเพื่อดูให้รู้ว่าคันไหนอยู่ตรงไหน ใครช้า ใครจะแซง
ไกด์ก็พูดเสริมว่า สมัยก่อนคนอินเดียจะมีวิธีขับรถที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คืออารมณ์ "ก็กูจะไปอะ " ต่อให้ขีดเส้นแบ่งเลนอย่างไร หากมีพื้นที่ว่างบนท้องถนนล่ะก็
กูขอเบียดไปด้วย 55 จึงมียุคสมัยหนึ่งที่คนอินเดียโดยมาก ซื้อรถมาแล้วพับกระจก หากสายโหดเลยก็จะหักกระจกข้างทิ้ง! เพื่อทำให้เบียดหรือเข้าไปแทรกได้ง่ายขึ้น

ผลที่ตามมา ทำให้ผู้ขับขี่รถก็จะมองไม่เห็นรถข้างหลังไงลูกพี่ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องบีบแตรเพื่อระบุตำแหน่งรถ จนเสียงแตรที่เคยรบกวน กลายเป็นความเคยชิน อีกทั้งทุกคนก็ยอมรับเห็นด้วยในกติกานี้ จึงไม่มีท่าว่าจะโกรธจะเกลียดอะไรกัน ก็แค่ขับรถและบีบแตรเอง (ไม่ได้จะหาเรื่องสักหน่อย)

อย่างไรก็ตาม ชาวต่างชาติขาจรอย่างเราก็ Culture Shock ไปสักพัก ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นเมืองไทย การบีบแตรคงต้องเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เช่น จะชนแล้วโว้ยย ไฟเขียวแล้วโว้ย มากกว่า และคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่จะต้องทำใจยอบรับให้ได้เมื่อคุณมาอินเดีย! “แป้นๆๆๆ” “ปี๊นๆๆๆ”

วันต่อมาหลังจากที่ผมทำงานช่วงเช้าเสร็จสิ้น กิจกรรมต่อไปคือการได้สำรวจย่าน จายานาการ์ (Jayanagar) เป็นย่านช้อปปิ้งที่ได้รับความนิยม โดยมากผู้คนก็จะแห่มาซื้อผ้า ส่าหรี (Saree) เสื้อกุรตาร์ (Gurta) รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ผักผลไม้ ของจิปาถะ

ช้อปปิ้งย่าน จายานาการ์ (Jayanagar) ในบ่ายวันศุกร์


ตัวผมเองก็พยายามมองหาของฝากตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาถึง พยายามจะสอดส่องมองตลอดข้างทาง แต่เห็นเพื่อนร่วมทัวร์มุ่งหน้าตรงสู่ร้านหิมาลายา (Himalaya) แบรนด์เวชภัณฑ์เก่าแก่ของประเทศอินเดีย ผมก็ไม่รู้อะไรกับก็เดินๆ ตามไปกับเขาและก็รอซื้อของติดไม้ติดมือไปฝาก

ทางเข้าร้านปิดซ่อมชั่วคราว แต่คนไทยเรารักการช้อปปิ้ง

พ่อค้า Indian street food กับสายตาอันออดอ้อน


จากนั้นเราก็ไปต่อที่ วัดโดด้า คณปติ (Dodda Ganapathi temple) ซึ่งเป็นแลนมาร์คทางจิตวิญญาณที่สำคัญของเมืองบังกาลอร์ เพื่อบูชาองค์พระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งปัญญา ความสำเร็จ ให้ปัดเป่าอุปสรรคที่มาขัดขวางออกไป และการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ก็จะมามูที่นี่ โดยคำว่า "Dodda" เป็นภาษาท้องถื่นที่มีความหมายว่า "ใหญ่" ซึ่งหมายถึงขนาดองค์พระพิฆเนศที่ขนาดใหญ่นั่นเอง

โดยที่มาที่ไปของการสร้างขึ้น เชื่อว่าสร้างโดย Kempe Gowda ผู้ก่อตั้งเมืองเบงกาลูรู ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 16 ซึ่งขณะท่านตระเวณออกล่าสัตว์ ก็ไปพบกับหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายองค์พระพิฆเนศ ท่านจึงให้กลุ่มช่างแกะสลักหินออกมา แบบก้อนเดียวท้องก้อน กว้าง 16 ฟุต ยาว 18 ฟุต ซึ่งใหญ่มาก (นับถือใจช่างแกะหินเสียจริง)

และกิจกรรมที่สำคัญของที่นี่ จริงๆ คือพิธีเบนเน อลังการา (Benne Alankara) คือการถวายเนยหนักหลายร้อยกิโลกรัม รอบๆ องค์พระพิฆเนศ ซึ่งเนย ในวัฒนธรรมอินเดีย สื่อถึงความบริสุทธิ์ ความนุ่มนวล เชื่อว่าการถวายเนยนั้น จะช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความราบลื่น ไม่มีความขัดแย้ง สมูทเหมือนก้อนเนย

Screenshot 2568-12-21 at 22.49.11

และใกล้ๆ กัน คือ วัดพระโค (Bull temple) แลนด์มาร์คอีกจุด เพื่อบูชาโคนนที โคเผือกที่เป็นพาหนะประจำขององค์พระศิวะ ซึ่งรูปปั้นโคเผือกนี้มีความสูงกว่า 5 เมตร นับเป็นรูปปั้นโคนนทิที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นศิลปะแบบดราวิเดียน (Dravidian style) ปัจจุบันรูปปั้นนี้มีสีเทาดำ เนื่องจากถูกาด้วยน้ำมันและกะทิมานานกว่าร้อยปี


ตำนานของวัดนี้ คือ แต่ก่อนที่ตั้งแห่งนี้เป็นสวนปลูกถั่วลิสง และมีวัวตัวหนึ่งชอบมาแอบกิน ชาวบ้านก็ขับไสไล่ตี จนวัวตัวโตขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านจึงไปขอสวดอ้อนวอนต่อพระศิวะ ท่านแนะนำให้สร้างวัดคร่อมตัววัวไว้ แหละปักเหล็กที่หัวเพื่อเป็นการสะกดให้หยุดโต (น่าเสียดาย เขาไม่ให้ถ่ายรูปด้านใน)

การบูชาจะใช้มะพร้าว เหตุเพราะ มะพร้าว ถือเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู มีความคล้ายเคียงมนุษย์ มีความแข็งนอก อ่อนใน โดยตัวกะลาก็เปรียบเหมือนกะโหลก และเนื้อสีขาวด้านในก็เปรียบเหมือนจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ การบูชาจำเป็นต้องทุบมะพร้าวให้แตก เพื่อเอาสิ่งที่แข็งกระด้างออกไป ซึ่งมีนัยยะคือการ "ทำลายอัตตา" เพื่อยอมสละความทะนงตัว และเปิดเผยต่อพระผู้เป็นเจ้า

และกล้วยที่นำมาบูชา มักจะเป็นพันธ์ที่ไม่มีเมล็ด ทำให้ไม่สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ เพื่อสื่อถึงความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด การสิ้นสุดของวัฎสงสาร และจะแกะกล้วยออกเล็กน้อย เพื่อพิสูจน์การไม่มีอะไรปิดบัง มีแต่ความบริสุทธ์ ความดีงามที่มอบให้แด่พระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน

หลังจากที่ขออธิฐานเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถนำกลับของบูชาไปไปทานหรือมอบให้คนท้องถิ่นบริเวณนั้นได้

ช่วงเทศงานประจำปีช่วง พ.ย. - ธ.ค. เกษตรกรก็จะแห่เอาถั่วลิสงมาบูชาโคนนที เพื่อขอบคุณและขอให้ผลผลิตปีต่อๆไป อุดมสมบูรณ์ และที่น่าสนใจคือ บริเวณรอบๆ วัด ก็มักมีคนท้งถิ่นขายถั่วลิสง ทั้งแบบรถเข็น และวางพื้น เลยทำให้เรื่องเล่าในตำนานข้างต้น ดูเชื่อมโยงกับบริบท วิถีของคนบังกาลอร์






Screenshot 2568-12-21 at 22.55.01


นี่ขนาดวันแรกๆ ก็ยังตราตรึงใจขนาดนี้ ต่อไปจะเป็นอย่างไร รอติดตามกันครับ.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *