หลายคนคงคุ้นชื่อ “มูลนิธิกระจกเงา” ในฐานะสถานที่รับบริจาคเสื้อผ้าหรือของใช้เก่าๆ ใช่ไหมครับ? ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้บริจาคของ แต่วันนี้ผมอยากจะมาเล่าประสบการณ์ที่ “ลึก” กว่าการเป็นผู้ให้… นั่นคือการลองสวมวิญญาณเป็น “อาสาสมัคร” ลงแรงแบบจริงๆ จังๆ 1 วันเต็ม!
บอกเลยว่าเป็นประสบการณ์ที่โคตรคุ้ม และทำให้ผมได้คำตอบบางอย่างที่ชีวิตวัยทำงานกำลังตามหาอยู่ครับ

จุดเริ่มต้นเพราะ “ศรัทธา” และ “การตามหาความหมาย”
เรื่องของเรื่องคือ ผมเป็น FC ของ พี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์) ผู้ก่อตั้งมูลนิธินี้มานานแล้วครับ ผมชอบวิธีการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่ใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “การกระทำเชิงสัญลักษณ์” มาสู้กับปัญหาโครงสร้างบ้านเรามาตลอด
บวกกับช่วงนี้ทำงานมาสักพัก แล้วรู้สึกว่าชีวิตมันขาดหายอะไรไปบางอย่าง เหมือนเราทำงานงกๆ เพื่อเงิน แต่ลืมมองหา “คุณค่า” ของการมีชีวิตอยู่ พอเห็นทางมูลนิธิเปิดรับอาสาสมัคร ผมเลยไม่รอช้า กดจองคิวล่วงหน้าไปเกือบ 2 อาทิตย์ทันที โดยที่ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า “อยากลองดูสักตั้ง”
วิธีจอง
1. เข้าผ่านเว็บไซต์ www.mirror.or.th
2. เข้าไปที่ Menu bar ด้านบน กดตรง “อาสาสมัคร“
3. เลื่อนลงมาตรงคำว่า “ลงทะเบียนอาสาสมัคร”
4. จองวันที่เราต้องการ
5. กรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัว
6. กระบวนการจองสำเร็จ
7. ทัก LINE “อาสาสมัคร กระจกเงา“ ไปหาทีมงานเพื่อยืนยันอีกครั้ง ก่อนวันงานสัก 2-3 วัน
8. ทีมงานจะนัดหมายเบื้องต้น พร้อมรายละเอียดการเตรียมตัว และรอไปพบวันงานได้เลย

การเตรียมตัว และ การแต่งกาย
1. เช็คสถานที่ให้ถูกต้อง เนื่องมีหลายสำนักงาน
2. มาก่อนเวลา แนะนำให้ไปถึงไม่เกิน 8.30 เพื่อลงทะเบียน
3. แต่งชุดสุภาพ เสื้อยืด กางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบ ส่วนน้องๆ นักเรียน ใส่ชุดพละก็ได้ ส่วนถุงมืิ เขามีจัดเตรียมไว้ให้
4. ขวดน้ำ เพื่อนำมาเติมน้ำ
ถ้าพร้อมแล้วเริ่มเลย!
วันเสาร์ที่ไม่ใช่แค่วันพักผ่อน
เมื่อวันนัดมาถึง ผมไปถึงมูลนิธิก่อนเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ภาพที่เห็นคือ อาสาสมัครกว่า 80-90% เป็นน้องๆ นักเรียนนักศึกษาครับ ตัดภาพมาที่ผม… วัยทำงานตัวคนเดียวที่เดินหน้ามึนเข้าไป จนพี่ทีมงานจุดลงทะเบียนถามว่า “มาทำ CSR ของบริษัทหรือเปล่าคะ?”
ผมยิ้มแห้งแล้วตอบไปว่า “เปล่าครับ ผมแค่ว่าง… เลยอยากมาลองหาประสบการณ์ดูเฉยๆ ครับ” (ตอบไปหนึ่งหล่อ55)
หลังจากสวมเสื้ออาสาและฟังบรีฟสั้นๆ เกี่ยวกับโครงการต่างๆ เช่น โครงการจ้างวานข้า (จ้างคนไร้บ้านทำงาน), ศูนย์คนหาย, ป่วยให้ยืม ฯลฯ ผมก็เริ่มเข้าใจว่าที่นี่ไม่ใช่แค่โกดังเก็บของ แต่มันคือ “เครื่องจักรขับเคลื่อนสังคม” ขนาดใหญ่ที่ดูแลผู้คนหลายมิติมาก

ภารกิจ “สายเหงื่อ” ที่หน่วยเอาท์เลท
กิจกรรมที่นี่จะแบ่งตามจำนวนคนที่ต้องการครับ มีทั้งช่วยงานในครัว (ทำอาหาร 300 ชุด!) หรือออกไปรับของตามบ้าน ส่วนผมได้รับมอบหมายให้ไปอยู่ส่วน “เอาท์เลท” ครับ
หน้าที่คือ: คัดแยกของบริจาค จัดขึ้นชั้น เพื่อขายในราคาที่ถูกมากๆ (เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยเข้าถึงได้) และเงินที่ได้ทั้งหมดก็จะ นำไปบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในมูลนิธิ และหมุนเวียนกลับไปทำโครงการช่วยคนอื่นต่อไป
ช่วงเช้า 9.30 -11.30
ผมเริ่มจากการช่วยพี่ๆ “กลุ่มคนเปราะบาง” ที่ทำงานอยู่ที่นี่อยู่แล้วแยกของครับ เราต้องจัดเรียงให้สวยงาม คอยช่วยยกของหนักๆ เช่น ตู้เย็น ขึ้นรถกระบะให้คนที่มาซื้อ
พักเบรก 11.30 – 13.00
ถึงเวลากินข้าวเที่ยงฝีมือแม่ครัว และน้องๆ อาสาสมัคร รสชาติใช้ได้ และยังเติมได้ไม่อั้น จากนั้นก็เราพูดคุยสานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ๆ บรรยากาศการพูดคุยก็เป็นกันเอง แต่ละคนมาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บ้างก็ว่างๆ ก็ลองมา บางคนก็อยากหาเพื่อนใหม่ๆ บางคนก็เป็นกิจกรรมของโรงเรียนหรือมหาลัย ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ แต่ทุกคนก็เป็นมิตรมากๆ
ช่วงบ่าย 13.00 – 16.00
อันนี้คือไฮไลท์! เด็ดก็ว่าได้ ภารกิจหลักคือย้ายของจากโกดังขึ้นรถกระบะเพื่อมาเติมที่เอาท์เลท ทั้งทีวี พัดลม เครื่องกรองอากาศ ไดร์เป่าผม เครื่องใช้ไฟฟ้าอีกมากมาย ตอนแรกๆ ก็เคอะเขิน กลัวคุยกับน้องๆ ไม่รู้เรื่อง เนื่องจากอายุห่างจากน้องก็หลายสิบปี แต่พอได้ลองช่วยยกของหนัก ขนไปขนมาอยู่ 7-8 รอบ กลางแดดเปรี้ยงๆ จบเหงื่อท่วม พวกเราก็เหมือนสนิทกันมาหลายสิบปี โดยไม่ต้องพยายามแต่น่าแปลกใจคือ การทำงานอาสาผมกลับรู้สึกสนุก และเยียวยาใจได้ดีกว่านั่งทำงานในห้องแอร์เสียอีก

“ศักดิ์ศรี” และ “ความเป็นมนุษย์”
บทเรียนสำคัญที่สุดของวันนี้ไม่ใช่เรื่องการแยกของครับ แต่เป็นเรื่องของ “คน”
ผมสังเกตว่าพี่ๆ กลุ่มคนเปราะบางที่ทำงานที่นี่เขามีความภูมิใจในตัวเองมาก หลายครั้งที่ผมพยายามจะเข้าไปช่วยยกของหนักๆ พี่เขาจะปฏิเสธยิ้มๆ แล้วบอกว่า “ไม่ต้องครับ อันนี้พี่ทำเองได้ พวกหนูไปทำอย่างอื่นเลย”
คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า… สิ่งที่มูลนิธิกระจกเงาทำ ไม่ใช่แค่การให้ทาน แต่มันคือ “การคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ให้เขาได้รู้สึกว่าเขามีงานทำ เป็นคนที่มีคุณค่า และเขาสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองในสังคมนี้
บทสรุปที่คุ้มเกินคุ้ม
จบงานตอนราวๆ 4 โมงเย็น ผมเดินออกมาพร้อมความเหนื่อยล้าทางกาย แต่ข้างในมัน “เติมเต็ม” อย่างบอกไม่ถูก อย่างแรกได้เจอเพื่อนใหม่อาสาสมัครที่มี Mindset คล้ายๆ กัน มันก็โคจรคนแบบเดียวมาเจอกันจนได้ ต่อมาคือได้เห็นคุณค่าตัวเอง การได้ใช้แรงงานช่วยคนอื่น มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเรามีประโยชน์บนโลกใบนี้ไม่มากก็น้อย สุดท้ายคือการได้เข้าใจโลกมากขึ้นจากการลงมือทำอะไรสักอย่าง ทำงานร่วมกับกลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งในชีวิตปกติก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปร่วมงานกับเขาตอนไหน ยอมรับความหลากหลายของคนในสังคมมากขึ้น
ถ้าใครกำลังรู้สึก Burnout หรืออยากหาความหมายใหม่ๆ ให้ชีวิต ผมแนะนำที่นี่เลยครับ ไม่ต้องคิดเยอะ แค่จองวันแล้วพาตัวกับหัวใจไปก็พอ
ถ้ามีโอกาส… ผมจะไปอีกแน่นอน
เว็บไซต์มูลนิธิกระจกเงา
https://www.mirror.or.th/
